สาวๆ คนไหนที่กำลังมองหาวิธีการกำจัดขี้ไคลให้ผิวพรรณสะอาดและปลอดภัยต่อผิว วันนี้เราขอเอา 5 สูตรธรรมชาติที่ช่วยกำจัดขี้ไคลให้สะอาดหมดจดมาแชร์ให้ได้นำไปลองทำตามกันดูค่ะ ขอบอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่เพียงแต่จะทำให้ผิวไร้ขี้ไคลเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยทำให้ผิวไร้ความหมองคล้ำอีกด้วย แต่ละวิธีต้องทำอย่างไรกันบ้างนั้นไปดูกันเลยค่ะ

1.น้ำมันมะกอกผสมเกลือ
สูตรนี้ให้เอาเกลือและน้ำมันมะกอกมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำมานวดและขัดผิวให้ทั่วแต่เพียงเบาๆ ก่อนอาบน้ำ หมั่นทำบ่อยๆ ได้ตามต้องการ จะช่วยขจัดคราบขี้ไคลและสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ตามผิวหนังให้หลุดออกไป ทำให้ผิวพรรณค่อยๆ ขาวใสและเนียนนุ่มน่าสัมผัส

2.กากกาแฟผสมน้ำผึ้งและนมสด
สำหรับสาวๆ ที่ชื่นชอบกลิ่นหอมของกาแฟ แนะนำให้เอากากกาแฟผสมกับน้ำผึ้งและนมสดเข้าด้วยกัน จากนั้นเอามาขัดผิวให้ทั่วแต่เพียงเบาๆ พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงอาบน้ำตามปกติ จะช่วยให้ผิวขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังช่วยให้ผิวนุ่มน่าสัมผัสอีกด้วย

3.มะขามเปียกผสมน้ำผึ้ง
สูตรนี้หลายๆ คนมักจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยเอามะขามเปียกผสมน้ำผึ้งแต่เพียงเล็กน้อย แล้วคั้นส่วนผสมทั้งสองให้เข้ากัน นำมาขัดผิวเบาๆ หรืออาจจะใช้ใยบวบมาเป็นตัวช่วยในการขัดผิวให้ทั่วตัวก็ได้ เน้นขัดบริเวณที่มีคราบขี้ไคลฝังแน่น จากนั้นให้พอกทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วจึงค่อยอาบน้ำตามปกติ จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายให้หลุดออกได้ง่าย และยังช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นพร้อมทั้งขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

4.เบกกิ้งโซดาผสมน้ำเปล่า
สูตรนี้แนะนำสำหรับใครที่มีคราบขี้ไคลเยอะมาก ให้เอาเบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำเปล่าแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเอามาขัดให้ทั่วตัว ใช้ใยบวบขัดเบาๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วอาบน้ำตามปกติ ต่อด้วยเช็ดตัวให้แห้งแล้วทาครีมบำรุงผิวสูตรไวท์เทนนิ่งทันที จะช่วยให้ผิวขาวและเนียนนุ่มขึ้น

5.ใช้หินขัดตัว
สูตรนี้คือสูตรสุดเบสิคที่ไม่ต้องมีส่วนผสมอะไรมากมาย แค่ใช้หินขัดตัวถูสบู่ในขณะน้ำอาบอย่างเบามือ ก็ช่วยให้ขี้ไคลถูกกำจัดออกไปได้เช่นกัน

 

เมื่อรู้ถึง 5 สูตรกำจัดขี้ไคลให้ได้ผลกันไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้สาวๆ อย่าได้ละเลยการขัดขี้ไคลเด็ดขาด เพราะการปล่อยให้ขี้ไคลติดตามผิวหนังเป็นเวลานาน จะยิ่งทำให้กำจัดออกไปยาก และสำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลาขัดผิวด้วยสูตรต่างๆ แนะนำให้ล้างสบู่ออกให้หมดทุกครั้งที่อาบน้ำ จะช่วยลดการสะสมของคราบสบู่ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีขี้ไคลได้นั่นเอง